ที่ท่องเที่ยว

ที่เที่ยวโดนๆ

มหัศจรรย์มอหินขาว
"ที่นอนนับดาวในไทย"
หนึ่งในจุดหมายปลายทางของการเดินทางไปเที่ยวจังหวัดชัยภูมินั้น นอกจากทุ่งดอกกระเจียวที่หนึ่งปีจะบานเพียงแค่ครั้งเดียว ยังมีหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่จัดว่าเป็น “Unseen in Thailand” ซึ่งพลาดไม่ได้กับกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังกันในนาม “มอหินขาว” หรือ “สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เมืองไทย” นั่นเอง ว่าแล้วเราก็เร่งออกเดินทางไปชมความสวยงามที่ถูกธรรมชาติรังสรรค์ผ่านเวลานับล้านปี ณ อุทยานแห่งชาติภูแลนคากันเลย
มอหินขาว ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิเพียง 40 กิโลเมตร และปัจจุบันถนนหนทางก็สะดวกขึ้นมาก เป็นทางลาดยางเกือบตลอดทางถึงมอหินขาว แต่หลังจากผ่านหินกลุ่มที่ 1 ไปแล้ว เส้นทางยังคงเป็นทางลูกรังที่เต็มไปด้วยกรวดหินอยู่ ดังนั้นการไปเที่ยวชมยังจุดอื่นๆ ควรใช้รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อจะสะดวกกว่า
เมื่อเดินทางมาถึงที่ตั้งของหินกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นลานกว้างโดดเด่นด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ 5 แท่ง อันเป็นสัญลักษณ์ของมอหินขาวที่เราคุ้นเคยกันดีจากภาพโฆษณาของการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย กลุ่มหินในบริเวณนี้มีลักษณะเป็นหินทรายสีขาวเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง ของเปลือกโลก การผุพังและกัดเซาะของทางน้ำ ลม และแสงแดดมาเป็นเวลานนับล้านปี จนปรากฎเป็นหินรูปทรงต่างๆ แปลกตา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นทางธรณีวิทยาที่หาได้ยากมาก ในทวีปเอเชียนั้นจัดว่ามีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่กลุ่มเสาหินทั้ง 5 แท่งนี้ มีตำนานความเชื่อที่ว่ากันว่า เสาหินแต่ละต้นจะมีชื่อและให้พรแก่ผู้ที่กราบไหว้แตกต่างกันออกไป ไล่เรียงกันตั้งแต่ “ขุนศรีวิชัย” เชื่อว่าให้พรด้านการเอาชัยชนะมาสู่ตน “หลวงปู่ฤาษี” เชื่อว่าให้พรด้านโชคลาภและหายจากความเจ็บป่วย “หลวงสมชาย” เชื่อว่าให้พรด้านความมีสง่าราศี “หลวงจันทร์” เชื่อว่าให้พรด้านยศฐาบรรดาศักดิ์ และ “หมื่นสิงห์ขร” เชื่อ ว่าให้พรด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนที่ผ่านมาจะมีใครประสบความสำเร็จจากการขอพรกับเสาหินที่มอหินขาวหรือไม่ นั้น ยังไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัด
ถัดจากหินกลุ่มที่ 1 ไป ยังมีหินกลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งมีชื่อว่า “หินโขลงช้าง / หินเจดีย์” และ “หินต้นไทร” ตามลำดับ ถ้าใครยังจำโฆษณาที่พี่เบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย มานอนดูดาวที่มอหินขาวได้ ต้องลองมาเดินชมที่บริเวณนี้ ซึ่งจะมีการปักป้ายบอกตำแหน่งที่อยู่ในภาพโฆษณาให้ทราบ บรรดานักท่องเที่ยวจึงได้สนุกสนานไปกับการเดินตามหาตำแหน่งต่างๆ ของการถ่ายทำในบริเวณนี้ด้วย แต่วันที่เราเดินทางไปที่มอหินขาวนั้น ฟ้าฝนไม่ค่อยจะเป็นใจนัก เพราะเมฆหนาสีเทาตั้งเค้าครึ้มมาแต่ไกล เราจึงต้องเร่งฝีเท้าในการเดินชมอยู่บ้าง และจุดต่อไปที่เราต้องรีบเดินทาง ไปให้ถึงก่อนที่ฝนจะตกก็คือ “ผาหัวนาค” ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของมอหินขาว ที่จุดนี้เราจะได้ชมทิวทัศน์ในความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 905 เมตร ซึ่งหน้าผาหินนี้เป็นกลุ่มหินที่ยื่นออกไปเล็กน้อย ที่บริเวณขอบหินจะมีลักษณะเป็นปลายหินโค้งขึ้นเล็กน้อย ภาพที่เห็นเบื้องล่างนั้นต้องบอกว่าสวยงามมากๆ จนแทบจะลืมหายใจเลยทีเดียว
ที่บริเวณมอหินขาวนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา อากาศก็ยังเย็นสบายสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี ส่วนใครที่นิยมชื่นชอบการกางเต้นท์นอนแคมป์ปิ้งท่ามกลางธรรมชาติ ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติภูแลนคาก็มีลานกว้างสำหรับกาง เต้นท์ไว้พร้อมให้บริการ มีพร้อมทั้งห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และไฟฟ้า ที่ทางอุทยานฯ จะปั่นไฟให้ใช้กันจนถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม นับว่าสะดวกไม่น้อยเลย ยิ่งในเวลาค่ำคืนที่แสงไฟถูกดับลงแล้ว ความสวยงามของมอหินขาวก็จะแปลกตาไปอีกแบบ เพราะเราจะได้เห็นดวงดาวอยู่เต็มท้องฟ้าเหมาะสำหรับการมานอนเล่นนับดาวในยาม ค่ำคืนมากๆ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมมอหินขาวถึงถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในโครงการ 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บรรยายมาก็เยอะแล้ว ความสวยงามและความประทับใจส่วนที่เหลือคงต้องรอให้ทุกคนหาโอกาสมาสัมผัสด้วย ตัวเองบ้างแล้วล่ะค่ะ
อยู่ : อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ตำบลห้วยตอน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000 GPS : 16.064333, 101.966417 เบอร์ติดต่อ : 0 4481 0903 E-mail : phulaenkha@hotmail.com เวลาทำการ : 6.00 - 18.00 น. ค่าธรรมเนียม :
ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก (อายุ 3-14 ปี) 10 บาท
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก (อายุ 3-14 ปี) 50 บาท
ค่าธรรมเนียมนำรถยนต์เข้าอุทยานฯ 30 บาทช่วงเวลาแนะนำ : ตลอดทั้งปี ไฮไลท์ : กลุ่มหินบริเวณมอหินขาว ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเสาหินทั้ง 5 แท่งที่มีขนาดใหญ่โดดเด่น จนได้รับการขนานนามกันว่าเป็น Stonehengeเมืองไทย กิจกรรม : เดินเที่ยวชมบริเวณของกลุ่มหินต่างๆ หรือจะกางเต้นท์ค้างคืนบริเวณจุดบริการนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติภูแลน คา เพื่อซึมซับบรรยากาศของธรรมชาติโดยรอบ



มอหินขาวตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิประมาณ 40 กิโลเมตร จากตัวเมืองให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 (ถนนสายชัยภูมิ– ตาดโตน) เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายก่อนถึงด่านของอุทยานแห่งชาติตาดโตน ไปตามทางหลวงหมายเลข 4017 (ถนนตาดโตน– ท่าหินโงม)ผ่านบ้านห้วยหมากแดงไปจะเจอทางแยกให้เลี้ยวซ้ายไปทางบ้านวังน้ำ เขียว จากนั้นให้ไปตามทางซึ่งจะมีป้ายมอหินขาวบอกทางอยู่เป็นระยะ หินกลุ่มแรกของหมอหินขาวจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ซึ่งบริเวณนี้เป็นทางโค้งลาดชันขึ้นเขาควรใช้ความระมัดระวัง



การไปเที่ยวชมยังกลุ่มหินอื่นๆ รวมถึงจุดชมวิวผาหัวนาค แนะนำให้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือรถกระบะ เนื่องจากเส้นทางเป็นทางลูกรัง มีหลุมบ่อ และกรวดหินมากมาย

...................................................................................................................................................................

อุทยานแห่งชาติตาดโตน





อุทยานแห่งชาติตาดโตน

มีน้ำตกตาดโตน ซึ่งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคา ตั้งอยู่ ต.นาฝาย อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นน้ำตกที่สวยงาม มีลานหินกว้างและมีน้ำไหลตลอดปี ด่านล่างของน้ำตกเล่นน้ำได้

อุทยานแห่งชาติตาดโตน มีพื้นที่อยู่บนเทือกเขาภูแลนคา มีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของเทือกเขาภูแลนคา โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงโดยมีเทือกเขาล้อมรอบที่ราบเอาไว้ ตอนกลางเป็นหุบเขากว้างใหญ่ พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะมีเขาภูเขียว ภูกลาง และภูแลนคา ซึ่งจะมีระดับสูงสุด 905 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือจะมียอดภูแลนคาซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติตาดโตน โดยมีความสูงประมาณ 945 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาสูงเหล่านี้เป็นต้นน้ำลำธารของห้วยต่างที่สำคัญหลายสาย และต้นกำเนิดของน้ำตกตาดโตน ได้แก่ ห้วยลำปะทาวหรือห้วยตาดโตน ห้วยน้ำซับ ห้วยคร้อ ห้วยตาดโตนน้อย ห้วยสีนวน และห้วยแก่นท้าว ซึ่งจะไหลรวมกันเป็นห้วยปะทาวและไหลผ่านตัวอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ นอกจากนี้ยังมีห้วยที่สำคัญคือ ห้วยชีลอง ห้วยช่อระกา ห้วยเสียว ห้วยแคน และห้วยเสียวน้อย สภาพป่าเป็นป่าดิบแล้ง ในบริเวณริมลำห้วยหุบเขาและยอดเขามีดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี และป่าเต็งรังเป็นดินกรวด มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและจองบ้านพักล่วงหน้าได้ที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 579-0529, 579-4842 การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 2051 จากตัวเมืองถึงที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 21 กม. ถนนราดยางตลอดสาย
...................................................................................................................................................................

ทุ่งดอกกระเจียวป่าหินงาม




ทุ่งดอกกระเจียวอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม
ทุ่งดอกกระเจียวป่าหินงาม ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอ เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ที่นี่นอกจะเป็น ทุ่งดอกกระเจียวถือเป็นไฮไลต์ที่เด่นที่สุดของการมาท่องเที่ยวที่นี่การมาเที่ยวชมที่นี่ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับทุ่งบัวสวรรค์หรือ ดอกกระเจียว ราชินีแห่งมวลไม้ดอกของขุนเขาป่าหินงาม ออกดอกสีชมพูอมม่วง ที่จะทยอยผลิบานเป็นระยะเวลา 2 เดือน ที่ออกปีละครั้ง ชูช่อล้อสายลมและสายหมอก ขึ้นเต็มทั่วผืนป่า ทุ่งดอกกระเจียว ถือเป็นไฮไลต์ท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนแห้งแล้ง จะกลับคืนสู่ความเขียวขจี และแต่งแต้มด้วยความ สดใสของกระเจียวที่ผิดอกสีชมพูเต็มทุ่งหญ้ากว้าง ด้วยความงดงามตระการตาของ ดอกสีชมพูอมม่วงขึ้นเต็มไป ทั่วผืนป่า ตัดกับพื้นสีเขียวขจีของหญ้าเพ็ก และโขดหินธรรมชาติ อีกทั้งรูปลักษณ์สวยงามวิจิตรพิสดาร ทำให้เป็นทุ่งดอกกระเจียวใน อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เป็นทุ่งดอกกระเจียวที่ใหญ่และงดงามที่สุดในประเทศไทย
เทศกาลดอกกระเจียวงามปี 2558 จะเริ่มเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2558 ที่อช.ป่าหินงาม อ. เทพสถิต จ. ชัยภูมิ โดยจะมีพิธีเปิดงานในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2558
การเดินทางมาชมทุ่งดอกกระเจียวที่สวยงามที่สุด คือ ในช่วงเช้าที่มีสายหมอกบางๆ ปกคลุม แต่ถ้าหากมาในช่วง บ่ายที่ฝนเพิ่ง ตกใหม่ๆ ก็จะเจอบรรยากาศแบบนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้การเที่ยวชมเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทุ่งดอกกระเจียวแล้วยังสามารถชม แหล่งท่องเที่ยว บริเวณข้างเคียงได้อีกด้วย เช่น ป่าหินงาม ซึ่งจะมีก้อนหินรูป ลักษณ์แปลกตา เช่น รูปถ้วยรางวัลฟุตบอลฟีฟ่า รูปดอกเห็ดเขาประตูชุมพล น้ำตกเทพประทาน
1.ลานหินงาม
เป็นที่มาของชื่อ ป่าหินงามมีสภาพเป็นลานหินกว้างครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ล้อมรอบด้วยแนวป่าเต็งรัง บริเวณลานหินเต็ม ไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตา เช่น รูปสัตว์ ปราสาทโบราณ หินรูปถ้วย รางวัล ฟุตบอลฟีฟ่า รูปดอกเห็ดฯลฯ ซึ่งกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำมานานนับล้านปี
2.สุดแผ่นดิน
อยู่ห่างจากทุ่งดอกกระเจียวประมาณ 300 เมตร เป็นจุดสูงสุดของ อช. ป่าหินงาม และเป็นหน้าผาสูงสุดชายขอบด้านตะวันตก ของที่ราบสูง โคราช มีความสูง 846 ม.ทางซ้ายมือเป็นที่ราบในเขต จ.พบุรี เบื้องหน้าเป็นทิวเขาและ ผืนป่า ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซับลังกาและ ทางขวามือเป็นพื้นที่ของจ. เพชรบูรณ์ สิ่งที่ดูพิเศษสุดของจุดชมวิว แห่งนี คือ ลักษณะของ ผาหินที่ยื่นออกไปในอากาศ คล้ายกับจุดชมวิว ผาหำหด แต่มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อขึ้น ไปยืน บนหน้าผาจะมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง ได้กว้างไกล
3.ชมทะเลหมอกสุดแผ่นดิน(ช่วงปลายฝนต้นหนาว)
จุดชมทิวทัศน์สุดแผ่นดินงดงามที่สุดในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะมีสายหมอกปกคลุมผืนป่าเบื้องล่างเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ที่นี่เป็น จุดชมทะเลหมอกที่สวยงามและอยู่ใกล้กรุงเทพฯ อีกแห่งหนึ่ง

สิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม
มีบ้านพักของอุทยานไว้บริการนักท่องเที่ยว และร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวมีพื้นที่กางเต็นท์ พร้อมห้อง อาบน้ำ ห้องสุขารวม ไว้ให้บริการ และยังมีบริการลานกางเต้นท์ในกรณีที่นำเต็นท์มากางเอง หรือติดต่อขอใช้ บริการ เต็นท์ของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีค่าบริการอยู่หลายอัตราขึ้น อยู่กับชนิด ขนาดของเต็นท์ และอุปกรณ์ ประกอบ อื่นๆรายละเอียดเกี่ยวกับที่พักเต็นท์ขอ ให้ติดต่อสอบถามกับอุทยานแห่งชาติโดยตรง
อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตู้ ปณ.2 ปทจ.เทพสถิตย์ อ. เทพสถิตย์ จ. ชัยภูมิ36230
โทรศัพท์ : 0 44 890 105

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม


1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
- จากกรุงเทพฯ เดินทางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรีไปยังสามแยกพุแค แล้วเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 21 ไปยังบ้านลำนารายณ์ จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205 เส้นทางลำนารายณ์-ลำสนธิ-เทพสถิต-หนองบัวโคก-นครราชสีมาเดินทางจากบ้านลำนารายณ์ประมาณ 48 กิโลเมตร ก่อนถึงที่ทำการอำเภอเทพสถิตประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปอำเภอหนองบัวระเหว ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2354 ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงทางแยกซ้ายมือเข้าบ้านไร่ ใช้ระยะทางอีกประมาณ 14 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยาน จะมีป้ายบอกตลอดทาง
- จากจังหวัดนครราชสีมา ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205 ผ่านอำเภอโนนไทย บ้านหนองบัวโคก บ้านคำปิง เมื่อเลยอำเภอเทพสถิตมาประมาณ 1 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2354 ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดยางระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ก็จะถึง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร
2. โดยรถโดยสารประจำทาง

- จากกรุงเทพมหานคร (สถานีขนส่งหมอชิต 2)
- สายกรุงเทพฯ - ชัยภูมิ หมายเลข 9909 ผ่านอำเภอเทพสถิต (ลงปลายทาง ที่สามแยกบ้านไร่) แล้วขึ้นรถ มอเตอร์ไซต์ต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติป่าหินงามอีก 18 กิโลเมตร เป็นรถของบริษัทแอร์ชัยภูมิ จำกัด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง เป็นรถปรับอากาศ เที่ยวแรก 10.00 น. บริษัทแอร์ชัยภูมิ โทรศัพท์ 0-4481-1556
- รถทัวร์ของบริษัทเทียนไชย บอกคนขายตั๋วว่าจะไปชมทุ่งดอกกระเจียวพนักงานก็จัดแจงออกตั๋วให้โดยระบุปลายทางบนตั๋วว่า แยกบ้านไร่ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4ชั่วโมงก็ถึงแยกบ้านไร่ พอมาถึงแยกบ้านไร่ตรงนั้นจะมีวินมอไซด์เพื่อ ไปยังอุทยานแห่งชาติป่าหินงามระยะทางจากแยกบ้านไร่ไปถึงอุทยานประมาณ 13 กม. - จากกรุงเทพ 08.00 10.00 11.00 12.00 24.30 ออกจากชัยภูมิ 12.00 14.00 16.00 21.00 24.00 เบอร์โทร ท่ารถกรุงเทพ 081 266 9930 ท่าชัยภูมิ 089 428 0993 044 836 993
- สายกรุงเทพฯ - ชัยภูมิ หมายเลข 9909 ผ่านอำเภอเทพสถิต (ลงปลายทาง ที่สามแยกบ้านไร่) แล้วขึ้นรถ มอเตอร์ไซต์ต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติป่าหินงามอีก 18 กิโลเมตร เป็นรถของบริษัทแอร์ชัยภูมิ จำกัด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง เป็นรถปรับอากาศ เที่ยวแรก 10.00 น. บริษัทแอร์ชัยภูมิ โทรศัพท์ 0-4481-1556
- บริษัทเทียนไชย บอกคนขายตั๋วว่าจะไปชมทุ่งดอกกระเจียวพนักงานก็จัดแจงออกตั๋วให้โดยระบุปลายทางบนตั๋วว่า แยกบ้านไร่ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4ชั่วโมงก็ถึงแยกบ้านไร่ พอมาถึงแยกบ้านไร่ตรงนั้นจะมีวินมอไซด์เพื่อ ไปยังอุทยานแห่งชาติ ป่าหินงามระยะทางจากแยกบ้านไร่ไปถึงอุทยานประมาณ 13 กม. - จากกรุงเทพ 08.00 10.00 11.00 12.00 24.30 ออกจากชัยภูมิ 12.00 14.00 16.00 21.00 24.00 เบอร์โทร ท่ารถกรุงเทพ 081 266 9930 ท่าชัยภูมิ 089 428 0993 044 836 993
- รถโดยสารประจำทาง ซึ่งให้บริการโดยบริษัทเพ็ชรประเสริฐทัวร์ จะมีรถออกทุกวันดังรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.1 รถทัวร์สาย 9903 รถทัวร์โดยสารรถปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพมหานคร-หนอง บัวระเหว-ชัยภูมิวันจันทร์ – วันอาทิตย์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เวลาซื้อตั๋วว่าลงที่ สามแยกบ้านไร่ อัตราค่าบริการท่านละ 212 บาท หมายเลขโทรศัพท์บริษัทเพ็ชรประเสริฐทัวร์ 02-9361977 พอมาถึงแยกบ้านไร่ จะมีวินมอไซด์เพื่อ ไปยังอุทยานแห่งชาติป่าหินงามระยะทางจากแยกบ้านไร่ไปถึงอุทยาน ประมาณ 13 กม


3. โดยรถตู้

รถตู้โดยสารประจำทาง ซึ่งให้บริการโดยบริษัทเทพสถิตทัวร์เป็นผู้ให้บริการ โดยจะมีรถออกทุกๆชั่วโมงเส้นทางการดินทาง คือ จตุจักร- รังสิต-สระบุรี-ชัยบาดาล-ลำสนธิ-เทพสถิต อัตราค่าบริการท่านละ 200 บาท กรุงเทพมหานคร ขึ้นรถได้ที่ ท่าสวนจตุจักร ประตู 4 หมายเลขโทรศัพท์ 089-9468279 อำเภอเทพสถิตท่ารถอยู่ใกล้กับธนาคารกสิกรไทย หมายเลขโทรศัพท์ 080-6611893 , 044-855096


4.รถไฟ
เป็นรถไฟขบวนพิเศษของการรถไฟขึ้นจากสถานีรถไฟหัวลำโพง กทม.ผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิิ์ถึงสถานีรถไฟวะตะแบก (เทพสถิต) รถไฟนำเที่ยวเป็นขบวนพิเศษมีขึ้น เฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์วันละ 1 เที่ยว โดยคิดราคาคนละ 1200 บาท พร้อมรสบัสอาหาร 3 มื้อ ในช่วงที่มีเทศกาลมิถุนายนจนถึงกลางเดือนสิงหาคม โทรศัพท์ 1609, 0-2223-7010, 02 223 7020

ที่พักทุ่งดอกกระเจียว

สะเลเต ชาเล่ต์ http://www.facebook.com/ZeLeTe.Chalet
ไร่เอ๋ยฝุ่น http://www.rai-aeifoon.com
ไร่เจษฎาบ้านตอไม้ http://www.tormai.com
ไร่สตอเบอรี่ ฮิลล์ http://www.strawberrys-hill.com
บ้านไร่อิงดอย http://baanraiingdoi.net
บ้านสวนชวนชม http://www.baansuanchuanchom.com
ไร่กันยารัตน์ http://www.gunyarat.com
ไร่มานา http://www.managarden.net
ไร่จ่าเทพ http://raijathep.hi5.com
ไร่ภูผางาม http://phupangam.siam2web.com
ภูคำรุ้ง http://phu55.com
บ้านไร่เทพไกรวัลย์ http://www.baanraithepkraiwan.com
บ้านสวนอินทนนท์ http://www.bannsuaninthanon.com
..................................................................................................................................................................

ปรางค์กู่






ปรางค์กู่ อยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง เขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กิโลเมตร

ประวัติความเป็นมา
ปรางค์กู่ เป็นอโรคยาศาลสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีข้อความว่าให้อยู่ใต้พระบารมีของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงการแพทย์คือ พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา ผู้ประทานความสุขเกษมและความไม่มีโรคให้แก่ประชาชน ปัจจุบันเป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ

ลักษณะทั่วไป
ปรางค์กู่เป็นปราสาทอีกแห่งหนึ่ง ที่มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทที่ได้พบหลักฐานว่าเป็นอโรคยาศาล ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั่นคือ มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง ๑ องค์ วิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า ๑ หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีโคปุระเฉพาะด้านหน้าทั้งหมด ก่อด้วยศิลาแลงยกเว้นกรอบประตูหน้าต่าง ทับหลัง เสาประดับเป็นหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ ๑ สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๕ เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์อีก ๓ ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตา ด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง ๑.๗๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๗.๕ เมตร ประดิษฐานอยู่ ๑ องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น นอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่น ๆ เช่น เสาประดับประตู

หลักฐานที่พบ
นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ ๑ สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด ๕ เมตร ย่อมุมไม้สิบสองด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์มี ๓ ด้าน เป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือกาล ซึ่อถือพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตาด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมากที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง ๑.๗๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๗.๕ เมตร ประดิษฐาน
อยู่ ๑ องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นนอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่นๆ เช่น เสาประดับประตู

เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
จากจังหวัดชัยภูมิมาตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๒ ประมาณ ๑ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าปรางค์กู่เป็นระยะทาง ๒ กิโลเมตร

...................................................................................................................................................................

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว





เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว 3 อำเภอคือ อำเภอภูเขียว อำเภอคอนสาร และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ และเป็นส่วนหนึ่ง ของผืนป่าอีสานตะวันตก เชื่อมรวมเป็นผืนป่าเดียวกันกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 แห่ง และอุทยานแห่งชาติอีก 4 แห่ง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง , อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน , อุทยานแห่งชาติภูกระดึง , อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานแห่งชาติตาดหมอก โดยดูแลด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า การเพาะเลี้ยงและ การขยายพันธุ์สัตว์ป่า เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง เก้ง กวาง และเนื้อทราย เป็นต้นโดยปล่อยสัตว์ให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติสามารถ สืบพันธุ์และขยายพันธุ์ได้เอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวได้มีการจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวยังถือว่าเป็นแหล่งเป็น"แหล่งศึกษาธรรมชาติ" เช่น ดูนก ดูผีเสื้อ หรือเดินป่า
แหล่งศึกษาธรรมชาติที่น่าสนใจ
ทุ่งกะมัง
เป็นที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ลักษณะคล้ายแอ่งกะละมังอยู่กลางผืนป่า จึงเป็นที่มาของชื่อ ทุ่งกะละมัง หรือ ทุ่งกะมัง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงต้องการให้มีการอนุรักษ์สัตว์ป่า และนำสัตว์ป่ากลับคืนถิ่น เช่น เก้ง กวาง กระจง และนกต่าง ๆ มีการจัดทำดินโป่งในบริเวณทุ่งกะมังเพื่อให้สัตว์มากินดินโป่งและเผา แปลงทุ่งหญ้าเพื่อให้เกิดหญ้าระบัดเป็นอาหารของเก้ง กวางในช่วงฤดูแล้ง บนยอดเนินเหนือบริเวณทุ่งกะมัง มีพระตำหนักที่ประทับอยู่เหนือ อ่างน้ำ จนเกิดวลีหนึ่งที่ว่า “ภูเขียว บรมโพธิสมภารของสัตว์ป่า” ทุ่งกะมังถือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าเก้งกวาง และสัตว์ป่านานาชนิด มีการนำเอาดินโป่ง มาใส่ไว้เป็นจุดๆ เพื่อให้สัตว์ป่าได้มากิน จึงทำให้เราสามารถพบเห็น เหล่าบรรดาเนื้อทราย เก้ง กระจง ออกมาหา อาหารโดยเฉพาะในช่วงบ่ายจะพบเห็นได้มากที่สุด ในบางครั้งทุ่งหญ้าบริเวณนี้จะมีการเผาทั้งเกิดจากไฟป่าตามธรรมชาติ หรือ ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดการแตกยอดใหม่ของต้นหญ้า เป็นแหล่งอาหารให้เหล่าสัตว์ป่าเรื่อยไป เรียกวิธีนี้ว่า “ระบัด”

แหล่งดูนก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูเขียวมีความแตกต่างจากแหล่งดูนกแห่งอื่นๆ ในภาคอีสาน คือมีแหล่งน้ำขนาดเล็กและใหญ่กระจายอยูเกือบทุกพื้นที่ ทั้งกลางทุ่งหญ้ากว้าง ตามชายป่า และในป่าลึก ที่นี่จึงสามารถพบนกได้หลากหลายประเภท ทั้งนกน้ำ นกทุ่ง และนกป่า ในส่วนของนกน้ำ นอกจากเป็ดแดง นกเป็ดผีเล็ก นกกวัก และนกอีล้ำ ยังพบนกน้ำขนาดใหญ่ เช่น นกกระทุง นกอ้ายงั่ว รวมทั้งนกชนิดที่หายากอย่างเช่น นกกระสาดำ จุดเด่นอีกอย่างหนึงของภูเขียวคือ เป็นจุดที่สามารถพบเห็นนกป่า ซึงพบได้มากทั้งชนิดและจำนวน เช่น นกกระทาดงอกสีน้ำตาล นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล ขณะที่อีกหลายชนิดมีความสำคัญและถูกจัดให้เป็นนกเฉพาะถิ่นในระดับภูมิภาค ซึ่งมีถิ่นแพร่กระจายพันธุ์อยู่เพียงไม่กี่ประเทศในโลก นั่นคือ ไก่ฟ้าพญาลอ นกโกโรโกโสช่วงเวลาที่ดีและมีจำนวน ชนิดของนกให้ดูมาก ที่สุดคือช่วงฤดูหนาว

จุดชมวิวปางม่วง
ตั้งอยู่ก่อนเข้าด่านเก็บเงินของเขตฯ ถือเป็นจุดชมวิวที่งดงามเห็นทิวทัศน์ของป่าอันเขียวขจีรวมถึงบางวันก็จะได้เห็นทะเลหมอก มีทิวทัศน์ที่เห็นเบื้องหน้าประกอบไปด้วยเทือกเขาน้อย ใหญ่กว้างไกลสุดสายตา จากป้ายสื่อความหมายเบื้องหน้าทำให้ทราบว่า ภูเขาสูงยอดตัดที่สูงกว่าลูกอื่นๆ นั้น คือ ภูผาจิต ถัดมาทางขวาตรงที่เห็นเป็นร่องเขานั้น สุดปลายสายตาคือ ภูกระดึง

...................................................................................................................................................................

จุดชมวิวเทือกเขาพังเหย



จุดชมทิวทัศน์เขาพังเหย อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 225 (ชัยภูมิ-นครสวรรค์) ประมาณกิโลเมตรที่ 70 เป็นที่แวะจอดพักรถยนต์และชมทิวทัศน์ข้างทาง มีร้านขายของท้องถิ่นของชาวชนบท จะเห็นทิวทัศน์ช่วงยามเย็นอาทิตย์อัสดง
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยได้เดินชมทุ่งบัวสวรรค์ขนาดเล็ก ๆ และเดินศึกษาธรรมชาติเองอีกด้วย จุดชมทิวทัศน์เขาพังเหย อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 225 (ชัยภูมิ-นครสวรรค์) ประมาณกิโลเมตรที่ 70 เป็นที่แวะจอดพักรถยนต์และชมทิวทัศน์ข้างทาง มีร้านขายของท้องถิ่นของชาวชนบท จะเห็นทิวทัศน์ช่วงยามเย็นอาทิตย์อัสดง
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยได้เดินชมทุ่งบัวสวรรค์ขนาดเล็ก ๆ และเดินศึกษาธรรมชาติเองอีกด้วย

..................................................................................................................................................................

ที่เที่ยวอื่นๆ

- ถ้ำแก้ว  ถ้ำแก้ว จากอำเภอภักดีชุมพลไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามทางหลวง 2359 ถึงบ้านซับเจริญมีทางแยกซ้ายไปอีก 5 กิโลเมตร ถ้ำแห่งนี้อยู่ภายในบริเวณวัดถ้ำแก้ว ลักษณะของถ้ำคล้ายห้องโถงลึกลงไปในภูเขา บรรยากาศเย็นและชื้นตลอดเวลา มีไฟฟ้าให้แสงสว่างภายในถ้ำ จากปากถ้ำมีทางเดินลงลึกไปถึงด้านล่าง ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ และมีหินย้อย อยู่ตามผนังถ้ำ เมื่อต้องแสงเกิดเป็นประกายแวววาวสวยงาม

- ผาเกิ้ง  ผาเกิ้ง เป็นส่วนหนึ่งของภูแลนคา หากเดินทางมาตามเส้นทางชัยภูมิ-หนองบัวแดง จะเห็นหน้าผาสูงริมทางคล้ายพระจันทร์เสี้ยวยื่นออกมา ชาวบ้านจึงเรียกว่า ผาเกิ้ง ซึ่งหมายถึงพระจันทร์ในภาษาอีสาน บนเขามีวัดผาเกิ้งหรือวัดชัยภูมิพิทักษ์ตั้งอยู่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชัยภูมิพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูง 14 เมตร ด้านหน้าองค์พระเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมองเห็นทัศนียภาพของทุ่งนาได้กว้างไกล ผาเกิ้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 36 กิโลเมตรบนหลวงหมายเลข 2159 (ชัยภูมิ-หนองบัวแดง)

- ใบเสมาบ้านกุดโง้ง  ใบเสมาบ้านกุดโง้ง เก็บรักษาอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนวัดกุดโง้ง ตำบลกุดตุ้ม จากตัวเมืองชัยภูมิไปตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปอีก 3 กิโลเมตรถึงบ้านกุดตุ้ม แล้วแยกขวาเข้าเส้นทางสาย กุดตุ้ม-บุ่งคล้า อีก 4 กิโลเมตร ใบเสมาหินทรายศิลปทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 ที่พบเป็นจำนวนมากในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านได้ถูกนำมารวบรวมไว้ในอาคารอย่างเป็นระเบียบ ส่วนมากมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ ด้านหน้าจำหลักลายและบางแผ่นมีจารึกอยู่ที่ด้านหลังด้วย ลวดลายที่ปรากฏเป็นเรื่องราวทางพุทธศาสนา เล่าเรื่องชาดกตอนต่างๆ หรือเป็นภาพรูปเคารพ เช่น ภาพพระโพธิสัตว์ประทับยืนบนดอกบัว ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ นับเป็นกลุ่มเสมาที่สวยงามแห่งหนึ่งในอีสาน

- น้ำพรม

- น้ำตกตาดฟ้า  อยู่ที่ตำบลนาเสียว ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ประมาณ 13 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไปอีก 4กิโลเมตร ถึงโรงเรียนบ้านนาวัง แยกขวาอีก 4 กิโลเมตร เมื่อถึงลานจอดรถต้องเดินเท้าอีก 300 เมตร เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่เชิงเขาภูอีเฒ่า ในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตนด้านตะวันออก ลักษณะเป็นลานหินกว้างประมาณ 15-20 เมตร ยาวโดยตลอด 80-90 เมตร ลาดชันประมาณ 30 องศา ลักษณะคล้ายกระดานลื่นธรรมชาติ มีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งน้ำแห้ง ตอนล่างมีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้

- อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล)

- พระธาตุหนองสามหมื่น พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากแห่งหนึ่งของชัยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านแก้ง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้าย ไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร พระธาตุหนองสามหมื่น เรียกชื่อตามหนองน้ำ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่จากลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่ปรากฏเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างศิลปล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาวพระธาตุหนองสามหมื่น มีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความสูงประมาณ 45 เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน เหนือฐานเขียงเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายรองรับองค์พระธาตุ ซึ่งมีซุ้มทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง และปางลีลา ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รูปแบบดังกล่าวอาจเปรียบเทียบได้กับพระธาตุอื่นๆ ทั้งในนครเวียงจันทน์และในเขตไทย เช่น พระธาตุวัดเทพพล เมืองเวียงคุก จังหวัดหนองคาย พระธาตุศรีเมือง นครเวียงจันทน์ เป็นต้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า บริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่สมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ปรากฏร่องรอยของคูน้ำ คันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง โบราณวัตถุสำคัญที่พบทั้งในและนอกเขตคูเมืองหลายชิ้น ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย บางแผ่นก็มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และมีแผ่นหนึ่งนำไปตั้งเป็นหลักเมืองประจำอำเภอภูเขียวด้วย นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปเคารพอีก 2 ชิ้น สภาพชำรุดชิ้นหนึ่งคล้ายเศียรพระพุทธรูปนาคปรก ในศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18
การเดินทาง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้ายไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

- พระธาตุกุดจอก

- น้ำตกไกรทอง ห่างจากที่ทำการ 1 กิโลเมตรไปตามทางรถยนต์และเดินเท้าอีก 400 เมตร เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ สูงเพียง 5 เมตรแต่มีความกว้างประมาณ 80 เมตร ด้านหน้าเป็นแอ่งน้ำใหญ่ สามารถลงเล่นน้ำได้ เหนือน้ำตกมีวังน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า วังเงือก สายน้ำไหลไปตามแก่งหินที่ลาดต่ำลงที่ละน้อย มีความยาวไม่ต่ำกว่า 100 เมตร

- น้ำตกชวนชม  อยู่เหนือน้ำตกไทรทองไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 กิโลเมตร น้ำตกมีความสูง 20 เมตร รอบบริเวณมีต้นไม้ร่มรื่น

- ผาพ่อเมือง  เป็นแนวหน้าผาตามสันเขาพังเหยด้านตะวันตก ตามเส้นทางขึ้นสู่ทุ่งบัวสวรรค์ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700-900 เมตร มองลงไปเป็นตัวอำเภอภักดีชุมพลและเทือกเขาพญาฝ่อ ที่กั้นระหว่างชัยภูมิกับเพชรบูรณ์

- น้ำตกเทพพนา  น้ำตกเทพพนา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง เกิดจากลำห้วยกระโจนที่ไหลจากเทือกเขาพังเหย แบ่งเป็นสามชั้นลดหลั่นกัน ชั้นบนสุดมีความสูงประมาณ 2-3 เมตร ชั้น 2 สูงประมาณ 2-3 เมตร และชั้นสุดท้ายมีความสูงประมาณ 6 เมตร จะมีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน

- อุทยานแห่งชาติภูแลนคา

- ลานหินแตก   เป็นลานหินที่แตกเป็นร่องลึกตามธรรมชาติ ทอดตัวยาวตามแนวหน้าผาสันเขา สามารถชมทัศนียภาพพื้นที่อำเภอหนองบัวแดงและเกษตรสมบูรณ์ ใกล้กันเป็นผากล้วยไม้ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวมีกล้วยไม้ที่เกาะตามก้อนหินและคาคบไม้ออกดอกสวยงามมาก

- ประตูโขลง เป็นก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายประตูหิน บริเวณโดยรอบยังมีก้อนหินลักษณะแปลกพิศดารจำนวนมากสลับกับป่าเต็งรัง

- ผากล้วยไม้  เป็นหน้าผาสูงลดหลั่นตามลำดับ โดยทอดตัวยาวติดต่อกัน มีพันธุ์กล้วยไม้หายากหลายชนิดขึ้นเป็นจำนวนมากตลอดหน้าผา

- ภูคี   เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เชื่อมต่อกันระหว่างอำเภอเกษตรสมบูรณ์กับอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,038 เมตร เป็นยอดภูที่สูงที่สุดของพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งสามารถมองเห็นภูมิประเทศและบรรยากาศภูหยวก ภูตะเภา เทือกเขาภูเขียว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี รวมทั้งพื้นที่ที่มีพันธุ์ไม้ป่าและสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก

- ภูเกษตร  เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูแลนคา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 966 เมตร เป็นยอดภูที่สูงเป็นอันดับสองรองจากภูคีของพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งสามารถมองเห็นภูมิประเทศและบรรยากาศของภูคี ภูอ้ม ภูคล้อ ภูกลาง เทือกเขาภูเขียว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ที่ภูมิประเทศหนาวเย็นและแห้งแล้ง เพราะสภาพพื้นที่ป่าไม้บนยอดภูถูกทำลายจากการบุกรุกพื้นที่ของราษฎร และกลายเป็นไร่ร้างที่มีพื้นที่กว้างใหญ่บนเทือกเขาภูแลนคา

- น้ำตกผาเอียง  ตั้งอยู่ที่บ้านชีลอง ในเขตอุทยานแห่งชาติตาดโตนด้านตะวันตก เป็นน้ำตกขนาดกลาง เกิดจากลำห้วยชีลอง มีลักษณะเป็นหน้าผาเอียงตัดลำห้วยและทำให้เกิดเป็นน้ำตกไหลเอียงไปด้านหนึ่ง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบแล้งค่อนข้างหนาทึบและยังมีไม้ขนาดใหญ่อยู่มาก ทำให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อน นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอีกสองแห่งในบริเวณนี้คือ น้ำตกผานิต อยู่ก่อนถึงน้ำตกผาเอียง 500 เมตร และน้ำตกผาสองชั้น ซึ่งต้องเดินเท้าประมาณ 1,200 เมตร ฤดูท่องเที่ยวคือช่วงฤดูฝน การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 2159 (ชัยภูมิ-หนองบัวแดง) ประมาณ 27 กิโลเมตร เลี้ยวขวา 2 กิโลเมตร ถึงลานจอดรถ เดินเท้าต่ออีก 800 เมตร อุทยานฯมีบริการบ้านพัก สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติตาดโตน โทร. 0 4485 3293,0 4485 3333 www.dnp.go.th

- เขื่อนจุฬาภรณ์ (เขื่อนน้ำพรม) เขื่อนจุฬาภรณ์ (เขื่อนน้ำพรม) ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร สร้างปิดกั้นลำน้ำพรมบนเทือกเขาขุนพาย ลักษณะเขื่อนเป็นเขื่อนหินทิ้ง แกนกลางเป็นดินเหนียว ตัวสันเขื่อนยาว 700 เมตร ความสูงจากฐานราก 70 เมตร เป็นลักษณะเขื่อนเอนกประสงค์ ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าและยังอำนวยประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกด้วย นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบของเขื่อน ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคือ พระพุทธสิริสัตตราชจำลอง (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์) ประดิษฐานที่บริเวณหัวเขื่อนฝั่งซ้าย ตรงข้ามสวนเขื่อนจุฬาภรณ์
สวนเขื่อนจุฬาภรณ์ ตกแต่งเป็นป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่ประมาณ 41 ไร่ มีไม้ป่านานาชาติพร้อมศาลาพรมพิสมัยสำหรับนั่งพักผ่อน ทางเดินภายในสวนปูพื้นด้วยหินธรรมชาติ มีพืชโบราณ 325 ล้านปี เป็นพืชตระกูลหญ้ามี 2 สายพันธุ์ คือ สามร้อยยอดและสนหางม้าหรือหญ้าถอดปล้อง
ศาลาชมวิวหลุบควน เป็นจุดชมวิวอยู่ที่ระดับความสูง 800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีสถานที่กางเต็นท์พักแรมและแคมป์ไฟ บริเวณริมอ่างเก็บน้ำ
สถานริมน้ำข้างพระตำหนัก มีบรรยากาศสงบร่มรื่น สามารถมองเห็นสันเขื่อนได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆอีกเช่น ทุ่งกะมัง สถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว สวนรุกขชาติน้ำผุดทับลาว ถ้ำค้างคาวภูผาม่าน เป็นต้น
บริเวณเขื่อนมีทิวทัศน์ที่งดงาม อากาศเย็นสบายตลอดปี จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ ภายในบริเวณเขื่อนมีบ้านพัก ร้านอาหารไว้รับรองนักท่องเที่ยว เรือสำหรับให้ล่องชมอ่างเก็บน้ำ มีจุดชมวิวทิวทัศน์เหนือเขื่อน ศูนย์ทดลองพืชเมืองหนาว และหอดูดาว ติดต่อบ้านพักรับรองของกฟผ. โทร. 0 2436 6046-8, 0 4486 1669 ต่อ 2287 ,2293 บริการสนามกอล์ฟ ติดต่อได้ที่ โทร. 0 4338 4969 ต่อ 2630
การเดินทางไปเขื่อนจุฬาภรณ์ จากตัวเมืองชัยภูมิ ใช้เส้นทางสายชัยภูมิ-ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 201) ถึงทางแยกหนองสองห้อง เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2055 รวมระยะทางจากตัวเมืองชัยภูมิประมาณ 120 กิโลเมตร หรือหากเดินทางมาตามเส้นทางสายหล่มสัก-ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 12) เมื่อถึงบริเวณอำเภอคอนสารมีทางแยกไปเขื่อนจุฬาภรณ์อีก 39 กิโลเมตร

- เขื่อนลำปะทาว  เขื่อนลำปะทาว หรือเขื่อนลำประทาว สร้างโดยสำนักงานการพลังงานแห่งชาติ ในเขตอำเภอแก้งคร้อ เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทิวทัศน์สวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่งของชาวชัยภูมิ ซึ่งทางจังหวัดได้มอบให้สำนักงานป่าไม้ร่วมกับอำเภอแก้งคร้อ และองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าย่าดี ดูแลในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สะอาด บริเวณอ่างเก็บน้ำมีร้านอาหารประเภทปลาเผา บริการนักท่องเที่ยว และระหว่างทางยังสามารถซื้อสับปะรดสดจากไร่ ที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายสองข้างทาง
การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร จากตัวเมืองใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ไปทางอุทยานแห่งชาติตาดโตน ก่อนถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียม ประมาณ 500 เมตร มีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปเขื่อนลำปะทาว (ป้ายบอกทางเดียวกับไปมอหินขาว) ที่ตำบลเก่าย่าดี ระยะทาง 17 กิโลเมตร ทางราดยางตลอดสาย

-ภูคิ้ง  ภูคิ้ง มีลักษณะเป็นภูเขาหินที่มีความสูงที่สุดของป่าภูเขียว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมรดกเม็ดงามแห่งอีสานใต้ มีความสูงถึง 1,214 เมตร จากระดับน้ำทะเล สูงเป็นอันดับ 5 ของยอดเขาในภาคอีสาน รองจากภูหลวง ภูเรือ เขาแหลมและภูกระดึงตามลำดับ ด้านหนึ่งเป็นภูผาสูงที่ให้มุมมองไกลสุดตา มีลานหินกว้างยื่นมาจากหน้าผา สามารถมองเห็นเขื่อนห้วยกุ่ม ภูกระดึง ภูแลนคา ภูเวียง หากมองลงตรงหุบเขาแคบ ๆ ด้านล่างจะเห็นทุ่งนา ไร่สวน เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ยอดภูคิ้ง มีจุดท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น ทุ่งหญ้าสะวันนา ที่มีความกว้างคล้ายสนามกอล์ฟบนภูเขาสูง พันธุ์ไม้ กล้วยไม้และสัตว์ป่านานาชนิด แลหินเงิบที่มีลักษณะเป็นหินวางซ้อนทับคล้ายเพิงหมาแหงน บริเวณนี้เป็นแหล่งกำเนิดพืชกินแมลง "หม้อข้าวหม้อแกงลิง" แลหินจ้อง ห่างจากแลหินเงิบ 3 กิโลเมตร จะเห็นเนินมหัศจรรย์วางซ้อนทับกับก้อนมหึมา แต่มีจุดตั้งเล็กๆเท่ากำปั้นเท่านั้น ชาวบ้านเรียก "หินจ้อง" หมายถึง ร่ม ในภาษาถิ่น เรียกว่า "แหลหินตัง" หรือ "แหลพรานอ่อน" การเดินทางพิชิตยอดภูคิ้ง ดังคำพูดเปรียบเปรยว่า "สี่ภูกระดึงยังไม่เท่าหนึ่งภูคิ้ง"
การเดินทาง จากตัวเมืองชัยภูมิใช้ทางหลวงหมายเลข 2159 (ชัยภูมิ-หนองบัวแดง) จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 2037 หนองบัวแดง-เกษตรสมบูรณ์ วิ่งเข้าเส้นทางสายเกษตร-บ้านกลาง ถึงบ้านบุ่งสิบสี่และบ้านโนนหนองไฮ รวมระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร จากเชิงเขาถึงยอดภูคิ้ง มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร มีความสูงชันเกือบ 80 องศา บางช่วงต้องโหนเถาวัลย์ขึ้นและใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงในการพิชิตภูคิ้ง
การเดินทางโดยโดยสารประจำทาง ใช้รถโดยสารสายชัยภูมิ-ชุมแพ ลงที่อำเภอภูเขียว ต่อรถภูเขียว-หนองบัวแดง ลงที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ระยะทาง 22 กิโลเมตร ต่อรถสองแถวเกษตรสมบูรณ์-บ้านกลาง ลงที่บ้านบุ่งสิบสี่ 17 กิโลเมตร จากนั้นนั่งเรือแจวข้ามน้ำพรม เดินไปในเชิงเขาประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากบ้านบุ่งสิบสี่ถึงยอดภูคิ้งประมาณ 5 ชั่วโมง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08 1222 0513 หรือ ติดต่อ "กลุ่มอนุรักษ์ภูคิ้ง" 154 หมู่ 4 บ้านบุ่ง 14 ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ 36120

- ผาหำหด ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นสันเขาตรงจุดสูงสุดของเทือกเขาพังเหย สูงจากระดับน้ำทะเล 864 เมตร เป็นจุดชมวิวมองเห็นทิวทัศน์สวยงาม และมีชะง่อนหินยื่นออกไปจากหน้าผา เป็นจุดที่ถ่ายภาพได้สวยงามน่าหวาดเสียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น